| QI's profileNobody's HeLL LiKE minePhotosBlogLists | Help |
|
Nobody's HeLL LiKE mineJanuary 02 MOViN ON!Gomen minna
But now I moved back
TO
Sorry to told you all so late
But I hope you all will be my patients
iN a new PLACE of ME
Let's see and come together
MOViN ON! November 11 สำนึกถ้าสำนึกด้วยตัวเองไม่ได้...ก็ต้องทำให้รู้สึกในรูปแบบเดียวกัน
ถ้าคิดว่าแค่ขอโทษกับสิ่งที่ทำไปด้วยความตั้งใจแบบนั้นได้ง่ายๆ
เข้าใจผิดแล้ว
ขอโทษทีที่เพื่อนคนนี้ไม่ใช่คนที่จะสนับสนุนหรือแก้ตัวให้ในทุกอย่างที่ท่านทำ
แต่จนถึงตอนนี้น่าจะเข้าใจแล้วว่าทำไมข้าพเจ้าถึงทำแบบนั้น
โดนตอกกลับในรูปแบบเดียวกันบ้างคงได้เข้าใจซักที
ขอโทษอีกทีที่เพื่อนคนนี้อีกนั่นแหละที่เป็นคนส่งเสริมให้อีกฝ่ายตอกกลับท่านในรูปแบบเดียวกัน
ว่าความรู้สึกที่ถูกทำให้รู้สึกว่าโง่ ไร้ค่า ไม่มีความหมาย ไม่อยู่ในสายตาแบบนั้น มันเป็นยังไง
แค่ทำให้รู้ว่าเรื่องแบบนั้นมันต้องได้เรียนรู้แบบเดียวกัน
"คนสำคัญ" ไม่ว่ายังไงก็ยังเป็น "คนสำคัญ"
ถ้ายังกล้าที่จะทำให้ความรู้สึกนั้นเปลี่ยนไป
ความเสียใจจะมาเยือนท่านเอง
แต่อย่าได้กลัวไป...เพราะไม่มีใครเดินหนีไปจากท่าน
ยังไงพวกเราก็ยังคงเดินไปพร้อมกันเหมือนเดิม
November 09 ซวยแหลกลานวันนี้มันเป็นอะไรนักหนา???
เริ่มจากเล่นเน็ตเสร็จตอนตีสี่...ว่าจะนอน...เวร...นอนไม่ได้ ต้องขับรถพาคนที่บ้านออกไปซื้อของ เพราะวันนี้จะไปทำบุญกัน
ซวย...
กลับมาจัดการธุระส่วนตัวเสร็จ...ว่าจะนอน...เวร...นอนไม่ได้อีก ต้องออกจากบ้านกันแล้ว เพราะเดี๋ยวจะสายไม่ทันพระ(TAT)
ซวย...รีบอีกแล้วงั้นสิ?
วันนี้ไม่ต้องขับรถให้...ว่าจะนอน...เวรอีกแล้ว...นอนไม่ได้ เพราะเส้นทางมันเปลี่ยนไป จำกันไม่ได้ต้องให้ผมคอยบอกทาง
ซวย...ไม่ต้องขับแล้วทำไมยังต้องมองทางอีกวะ?
ถึงวัดที่อยุธยาตอนสิบโมงครึ่ง...ว่าจะหาที่นอน...เวร(ซ้ำซาก)...นอนไม่ได้ ต้องยกของไปเตรียม พระจะมาแล้ว
...
เสร็จพิธีเกือบบ่าย...กินข้าว...ว่าจะไปนอน...เวรเอ๊ย...เอาๆๆ รีบไปเดี๋ยวต้องไปดูที่ แล้วก็ไปเยี่ยมเพื่อนแม่อีกคน
.........
โธ่ว้อยยยย...กรูอยากน้อนนนน~ นั่งรถกลับมาก็ต้องคอยบอกทางอีก ถึงบ้านตอนสี่โมงเย็น เพราะดันบอกทางผิด
ซวย...ไปทางที่มันอ้อมอีกซะงั้น เบลออะไรนักหนา
วันนี้มันวันอะไรวะเนี่ย...วันพุธไง...ควายยยย
ยังครับยัง...ยังไม่ได้นอน...ต้องไปรับหลานตัวแสบที่บ้านป้าอีก
หกโมงครึ่งเข้าไปแล้ว ยังคงนั่งถ่างตาคุยกับลุงอยู่...เบื่อจริง...ง่วงว้อยยย!!!
ด้วยความเซ็งต่อเนื่อง ตอนทุ่มครึ่งออกไปหาเช่าหนังมาดู...เยี่ยม~! ได้มาสี่เรื่อง ดูแม่งให้ตาค้างไปเลย
แต่แล้วสิ่งที่ไม่คาดคิดก็เกิดขึ้น!!! ระหว่างที่มอเตอร์ไซค์คู่ใจของผมกำลังทะยานไปด้วยความเร็วต่ำ
หกสิบกิโลเมตรต่อชั่วโมง ไอ้แผ่นหนังเฮงซวยมันก็ปลิว กระเด็นไปไหนไม่รู้ เป็นจำนวนหนึ่งเรื่องถ้วน
ชิหายแล้ว...กลับรถไปดู...ซวย...หายไปไหนวะ!!! คืนนี้ข้านอนไม่หลับ...โดนปรับตาหูเหลือกแน่กรู
เมื่อคิดว่าถ้าไม่มีหมาที่ไหนมันมาคาบไป ก็คงเป็นควายที่ใช้สมองน้อยเกินความจำเป็นเอาไปแน่
ซวย...เดินไปเดินมา หาอยู่เกือบยี่สิบนาที ไม่เจอ...
โทรไปถามที่ร้านเรื่องแผ่นหายได้คำตอบที่น่าชื่นใจว่า "ค่าปรับสามร้อยห้าสิบบาทค่ะ"
แถมอีกหน่อย เนื่องด้วยติดต่อเพื่อนคนนึงไม่ได้(ไม่เอ่ยชื่อ) เลยถามเอาจากเพื่อนอีกคน(ไม่เอ่ยชื่อด้วยเหมือนกัน)
เพราะเห็นว่าอยู่บ้านเดียวกัน(นี่หว่า) ปรากฏว่าได้รับคำตอบกลับมาจากคู่สนทนาอีกทางว่า
"ทีหลังอยากรู้อะไรที่เป็นเรื่องของ...ให้ถาม..." เออ...อันนั้นน่ะรู้ ปกติก็เป็นอย่างงั้นอยู่แล้ว แต่มันติดต่อไม่ได้ให้ทำไง??
เอาล่ะช่างเถอะเอาเป็นว่าโดนไปอีกหนึ่งดอก...
ซวยแหลกลานจริงๆกรูวันนี้
หลังจากกลับเข้าบ้านแล้ว...จนถึงตอนนี้ผมก็ยังไม่พบทางสว่างในการที่จะเข้านอนซักที
อยากนอนแล้วว้อยยยย~
ซวย...เซ็ง...ไปนอน November 06 เอื่อยเฉื่อย...เรื่อยเปื่อย...เหนื่อยในอารมณ์จริงๆคือไม่มีอะไรจะอัพเลยก็ว่าได้ เพราะตอนนี้รู้สึกว่าช่วงเวลาส่วนใหญ่ในชีวิตผมมันหาสาระมีไม่
เรื่อยเปื่อยเฉื่อยแฉะไปวันๆ และที่สำคัญคือมันแทบจะเหมือนกันทุกวัน...น่าเบื่อ
แต่ถึงจะบอกว่าเบื่อแบบเต็มร้อยก็คงไม่ได้ เพราะส่วนตัวผมเองก็ชอบที่จะให้มันเป็นแบบนี้
ให้เลือกระหว่างออกไปเจอกับความสับสนของผู้คนมากมายในโลกภายนอก
กับอยู่ในที่ที่เป็น Best Place ของผม แม้ว่ามันจะไม่มีอะไรให้ทำเลยก็ตามที
ยังไงผมก็เลือกอย่างหลัง...
ช่วงนี้มีอะไรใหม่ในชีวิตผมบ้าง?
อืมม์...ดูเหมือนจะไม่มีนะ ผมงดติดต่อและเสพย์ข้อมูลในโลกอินเตอร์เน็ตนี่มากี่วันแล้ว? จำไม่ได้
แต่ผมว่ามันก็ดีสำหรับช่วงเวลานี้ ถึงจะไม่มีเพลงใหม่ๆมาให้ผมฟังก็ตาม
แต่จะบอกว่าไม่ได้ทำอะไรเลยคงไม่ได้
อย่างน้อยผมก็มีกิจกรรมให้ต้องออกไปทำนอกบ้านอยู่เหมือนกัน
หลังจากงานลาร์คก็ก้มหน้าก้มตาทำเดโม่กันอย่างบ้าคลั่ง
แต่ตอนนี้ผมรู้สึกไม่ค่อยดีกับหลอดเสียงซักเท่าไหร่ ไม่ใช่อะไร...มันเจ็บ เสียงแปลกๆพิกล
แต่ช่างเถอะ เดี๋ยวก็หาย "เพราะอากาศเปลี่ยนแปลงบ่อย" ... ซะงั้น
อ่า~ ไม่สิ ยังมีเรื่องใหม่ๆ...เรื่องใหม่ๆที่ว่าคือบรรดาผู้อุปถัมภ์ผมกลับมาเมืองไทย พร้อมกันถึงสองคน!!
ลุงกับน้าผมเอง... ไม่ได้มาจากที่เดียวกันครับแต่จุดประสงค์เหมือนกันคือ..."เรื่องของผม"
ลุงกลับมาคราวนี้เพื่อจะมาฟังทางเลือกที่ผมขอเวลาให้กับเส้นทางของผม
น้าของผมกลับมาเพราะ "น้องสาว" ของผม ฮ่า ฮ่า อบอุ่นมาก
เรื่องอื่นช่างมัน แต่อย่างน้อยผมก็มีอะไรให้ทำอยู่บ้างล่ะในตอนนี้
เมื่อวันเสาร์เลยออกไปหาซื้อของฝากน้องที่สยามซะเลย
การเลือกซื้อของให้กับผู้หญิงซักคนนี่มันช่างยากลำบากซะจริง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง...การเลือกซื้อเสื้อผ้า!!
นี่เป็นครั้งที่สองแล้วที่ผมออกมาเลือกซื้อเสื้อผ้าให้น้องสาวแบบนี้
ครั้งนี้โชคดีที่มี "ผึ้งน้อยน่ารักคึกคักเวลาลงเล่น" มาด้วย ไม่งั้นผมคงต้องเดินงมเลือกซื้ออีกนาน
ซึ่งนาน...นานจริงๆ เดินไปเดินมา วนซ้ายเวียนขวา ก็ยังไม่ได้แบบที่ผมต้องการ
เพราะนอร์เวย์มันไม่ใช่เมืองร้อน(เรียกว่าไม่รู้จักคำว่าร้อน)จนผมคิดว่าเอาเว้ย ไว้ค่อยไปเดินหาที่อื่น
แต่แล้วก็คิดขึ้นมาได้ว่า... Korage ร้าน Korage นั่นไง!! เดินไปดูซะ
ไม่ต้องอะไรมากแค่ไอ้ที่โชว์อยู่หน้าร้านผมก็เลือกได้แล้ว
ได้ของฝากสำหรับน้องสาวมาเรียบร้อย เป็นเสื้อสองชั้นที่ตัวในเป็นแขนยาวธรรมดาส่วนตัวนอกเป็นแขนสั้นมีฮู้ด
ฮึๆๆ สมใจอยากเลยทีนี้... จบที่ "หนึ่งพันหนึ่งร้อยบาทถ้วน" เย้ๆ แพงว้อยยยย!!!
แต่ถึงจะบอกอย่างนั้นผมเองก็เกือบจะซื้อเสื้อให้ตัวเองเหมือนกัน T0T
อืมม์ๆ...พอๆๆ ไม่รู้จะพล่ามไปทำไมนักหนา เอาเป็นว่าเมื่อยขา ทั้งยืนดูวง Screw Up ที่มาเล่นในงานไมนิจิ
แล้วก็เดินไปเดินมานี่ก็แย่แล้ว
นี่ถ้าความขี้เกียจมันไม่ครอบงำมากมายขนาดนี้สงสัยเตลิดไปได้อีกไกล
สงสัยว่านี่คงเป็นอีกเรื่องสินะที่ทำให้ผมกระตือรือร้นขึ้นมาได้บ้าง(น้องโพ้ม~)
ฮา~... ร่างกายก็ไม่ได้สูญเสียพลังงานไปมากมายอะไรขนาดนั้น แต่กลับรู้สึกเหนื่อยขึ้นมาแบบทันทีทันใดซะงั้น
เข้าใจรึเปล่าว่าเหนื่อยในอารมณ์เป็นยังไง? ขออภัยครับ อธิบายให้เข้าใจไม่ได้ บอกได้แค่ผมกำลังรู้สึกอย่างงั้นอยู่
ไปแล้วๆ ไปดีกว่า ขี้เกียจพิมพ์
October 26 ยึดติด…สิ่งที่ยังหลงเหลือเมื่อการเปลี่ยนแปลงมาเยือนไม่ผิดถ้าจะยึดติดกับอะไรหรือว่าสิ่งใดสิ่งหนึ่ง และจะไม่รู้สึกผิดหากจะเปรียบเทียบใครหรืออะไรซักอย่างกับเรื่องที่ยึดติดนั่นด้วย
ผมไม่ใช่คนที่ยึดติดไปซะทุกเรื่อง หรือบางทีผมอาจไม่ใช่คนที่ยึดติดเลยก็ได้ ถ้าไม่ใช่เรื่องนี้ ดนตรีคงเป็นเรื่องเดียวจริงๆที่มีอิทธิพลกับผมได้มากมายสุดๆ ไม่ใช่เรื่องแนวเพลงหรือว่าอะไร แต่เป็นคนที่เดินไปบนเส้นทางเดียวกับผมต่างหาก ก่อนหน้านี้หรือก็คือครั้งแรกที่รับรู้ว่า “พี่โจ้” มือกลองของวง ซึ่งเดินร่วมทางมาพร้อมกับผมตั้งแต่ก้าวแรกก่อนที่จะเป็น DB ถึงเวลาจะต้องเดินแยกไปที่อีกเส้นขนานของดนตรีแล้ว ไม่ได้มีอะไรมากไปกว่าสิ่งที่ต้องรับผิดชอบ ซึ่งผมเองก็รับรู้ บางทีความรู้สึกที่ว่า “หมดไฟ” หรือว่า “มากมายเกินไป” มันอาจแทรกตัวมา พร้อมกับภาระหน้าที่ที่แท้จริง นาทีนั้นผมหมดความรู้สึกไปชั่วขณะนะ ทั้งที่เป็นเรื่องที่เข้าใจได้ง่ายแต่กลับยอมรับไม่ได้ง่ายๆ แต่แค่นี้ก็ดีเท่าไหร่แล้ว ในวันสุดท้ายของการเดินทาง พวกเรายังคงสนุกไปด้วยกันเต็มที่ ใส่สุดกำลังกันเหมือนเดิม และถึงอย่างนั้นพี่ท่านก็ยังคงอยู่ร่วมกับพวกผมมาจนสุดทางของพวกเราจนได้
เมื่อความเปลี่ยนแปลงย่างก้าวเข้ามาเยือน สิ่งที่ยังคงอยู่กับผมยังไม่เปลี่ยนไป...ความรู้สึกที่ยังคง “ยึดติด” มือกลองที่เจ๋งและผมประทับใจที่สุดเท่าที่ผมเคยเดินร่วมทางมา มือกลองที่ลูกเล่นแพรวพราว...เข้าขากันได้มากที่สุด มือกลองที่สนุกทุกครั้งที่เล่นด้วยกัน มือกลองที่จัดจ้านและบ้าบอมากที่สุดไม่ว่าจะด้วยเรื่องอะไร สุดท้ายก็ยังคงเป็นพี่โจ้อยู่ดี ผมไม่ได้บอกนะว่าพี่โจ้เจ๋งหรือว่าเก่งกาจที่สุด เพราะฉะนั้นอย่าเข้าใจผิด ยังไงซะการที่จะเดินไปด้วยกันได้แบบนั้น ถ้าไม่เข้าใจแล้วก็เปิดใจก็ไปด้วยกันก็คงเข้ากันไม่ได้อยู่ดี
ขอบคุณสำหรับการเดินทางที่แสนสนุกตลอด 4 ปีที่ผ่านมา แม้ว่าจริงๆช่วงเวลาของดนตรีที่เราได้ก้าวไปด้วยกันมันจะแค่ 2 ปีก็ตาม ขอบคุณสำหรับพรสวรรค์และความสามารถของพี่โจ้ที่ทำให้พวกเราก้าวไปพร้อมกันได้อย่างสนุกสนาน
นี่อย่าเข้าใจผิดว่าพี่โจ้แกลาโลกไปซะล่ะ เพราะผมก็แค่อยากขอบคุณ ถึงแม้ว่าการสนทนาก่อนจะแยกย้ายกันไปจะทำให้ผมรู้สึกว่า “การรอคอย” มันคงไม่มีอะไรแย่ไปกว่านี้แล้วมั้ง คำพูดที่ว่า นี่ไม่ได้เลิกเล่นไปเลยนะเว้ยกิ ยังไงก็ต้องกลับมาเล่นด้วยกันอีกแน่ แค่ขอพักเฉย...แต่คงนานหน่อย กลับมาอีกทีปีหน้านู่นเลย ผมไม่อยากจะบอกเลย...ว่าผมถือว่านั่นคือคำสัญญา ผมจะไม่นับหรือตั้งหน้าตั้งตารอ เพราะมันเป็นการรอคอยที่ไม่มีจุดสิ้นสุดของเวลา แต่ผมจะรอ...รอจนกว่าพี่โจ้จะกลับมาว่ะ
แล้วรู้รึเปล่าว่า “ยึดติด” ของผมคืออะไร? หลังจากนี้พวกผมก็จะไม่หยุดเดิน อย่างนั้นแล้วก็ต้องมีมือกลองคนใหม่สินะ “ยึดติด” ของผมมันทำให้เกิดการ “เปรียบเทียบ” ถ้าอย่างนั้นมือกลองที่เข้ามาใหม่ก็ต้องโดนแน่ๆ แต่ก็อย่างที่บอกนั่นแหละว่าผมไม่รู้สึกผิดหรอกที่ไปเปรียบเทียบใครแบบนั้น เพราะมันมีเหตุผลในตัวเอง และที่สำคัญผมไม่ได้เปรียบเทียบใครซี้ซั้ว ยังไงซะผมก็มีโอกาสให้กับทุกคนเสมอ เพราะไม่มีใครที่เหมือนกันไปหมด ทำให้เต็มที่ก็พอ...ก็พวกเราเป็นในแบบของเรากันอยู่แล้ว...อย่าไปกลัว
แถมด้วยเรื่องของคอมเม้นท์จากงานลาร์คอีกหน่อย...ไม่ซีเรียสนะ อย่าลืม สำหรับภาพรวมที่ได้รับ FeedBack กลับมาเรียกว่าอยู่ในระดับ “เป็นที่น่าพอใจ” ย้ำว่า “เป็นที่น่าพอใจ” แต่ไม่ใช่ “เป็นอะไรที่ดีที่สุด” ข้อดี...ที่นี่จะไม่พูดถึง เพราะมันก็แค่สิ่งที่ทำให้รู้สึกดีเท่านั้น ว่ากันที่ข้อบกพร่องที่เกิดขึ้นจากที่ได้รับทราบมา... ไม่มีที่เป็นชิ้นเป็นอันเลย ความผิดพลาดในส่วนของดนตรีเห็นว่าเป็นความผิดพลาดเล็กๆน้อยๆไม่ใหญ่โตอะไรขนาดนั้น ซึ่งสมาชิกในวงเองก็รู้กันอยู่แล้ว เล่นเสร็จก็ยังคุยกันอยู่เลย (คึคึคึ) แต่เรื่องนึงที่ผมได้ยินแล้วรู้สึกว่า...ฮึ? ต้องขนาดนั้น? (แต่อย่าลืมครับผมไม่ซีเรียส) “ร้องนำอ่ะสำเนียงไม่เหมือน Hyde เลย ร้องแล้วไม่ได้ Feel” ครับ... ยอมรับครับ...ไม่เหมือนจริงๆ ก็เข้าใจ แต่ผมไม่คิดว่าผมจะร้องให้เหมือน อีกอย่างผมคงทำให้เหมือนไม่ได้ขนาดนั้นด้วย ถ้าคิดจะทำแบบนั้นแล้วไปไม่รอดมันก็ไม่ต่างอะไรกับการฆ่าตัวตายบนเวทีนั่นแหละ ผมแค่อยากจะให้ทุกคนสนุกกับเพลงที่เลือกมาให้เต็มที่ แล้วก็ไม่ได้อยากให้ทุกคนมองว่าผมทำทุกอย่างประหนึ่งตัวเองเหมือน Hyde ด้วย พวกเราแค่เล่นในแบบของเรา สนุกในรูปแบบและสไตล์ของเราก็เท่านั้น อย่าลืมครับ...พวกผมแค่ Cover L’Arc ไม่ใช่ Copy L’Arc ถึงพวกผมจะไม่ได้เกิดมาเพื่อจะ Cover เพลงของ L’Arc ถึง L’Arc จะไม่ใช่ที่สุดของผม(ย้ำครับว่าของผม) แต่พวกผมก็มีความตั้งใจมากพอที่จะทำเต็มที่สุดกำลังในแบบของเรา เพราะพวกผมก็แค่มีความสุขกับการได้เล่นดนตรีร่วมกัน มีความสุข แล้วก็สนุกไปกับทุกคนในไลฟ์...ก็เท่านั้นเอง
แต่ถึงกระนั้นแล้วก็ยังต้องขอบคุณสำหรับทุกคอมเม้นท์ ทุกความรู้สึกที่ตอบกลับมาด้วยครับ October 22 L'Arc Fest...และความประทับใจอีกมากมายหลายหลากวันนี้เหนื่อย...ง่วงนอน...อ่อนล้า...และพาให้หงุดหงิด
ก่อนอื่น...ลิเวอร์พูลแพ้! แต่ช่างเหอะ ... ชิน แต่ถึงไงก็ยังเป็นเด็กหงส์อยู่เหมือนเดิม
ต่อมา...วันนี้เสร็จสิ้นลงซักที นำพายุคมืดของการ cover (โดยวงพวกผมเอง) ในงาน L'Arc Fest. ออกไปได้ในที่สุด
จริงๆมันก็คงไม่ถึงกับยุคมืดอะไรหรอก(มีคนบอกมา) ผมก็แค่รู้สึกว่าถ้าทำได้ไม่ดีผมก็คงจะรู้สึกไม่ดีก็เท่านั้น
วันนี้เหนื่อย...ถึงจะไม่มากมายแต่ก็ทำให้รู้สึกถึงแรงกำลังที่หายไป
วันนี้...ร้องเพลงออกไปโดยที่ไม่ดูเนื้อ เลยลืมเนื้อ ฮ่า ฮ่า หน้าไม่อายอีกแล้วผม
ก็อย่างที่บอก...ผมไม่ชอบเอาเนื้อเพลงขึ้นไปบนเวทีด้วย ถึงจะเอาขึ้นก็ไม่อยากจะมองมันก็เท่านั้นไง
เมื่อความดันทุรังมันมีเยอะกว่า ก็เลยกลายเป็นแบบนี้แหละ
เอาน่า~ ผมไม่ได้ลืมทุกเพลง และผมไม่ได้อยากจะลืมด้วย!
วันนี้...ทำได้ดีเกินกว่าที่คิด เพราะตอนซ้อมที่ผ่านๆมาทำให้รู้สึก...อืมม์ อธิบายยาก
แต่ก็เอาเป็นว่าเราไม่ล่ม!! ฮิ้ววว~~~~
รู้สึกดี...ที่อย่างน้อยก็ยังมีคนร้องตาม แม้คนจะไม่มากในตอนที่พวกผมเล่น แต่ก็อบอุ่นยิ่งกว่าอะไร
ส่งเสียงให้ทุกครั้งที่ผมตะโกนออกไป สนุกไปพร้อมๆกันอย่างนั้นตั้งแต่เพลงแรกจนเพลงสุดท้าย
อย่าลืมนะ...ทุกความผิดพลาด ยังไงมันก็คือผิดพลาด ไม่แก้ตัวใดๆทั้งสิ้น
อย่าลืมคอมเม้นท์ด้วย จะได้ปรับปรุงให้ดีขึ้น และพยายามมากเข้าไปอีก ทุกครั้งที่พวกเราเล่นไลฟ์
แล้วพบกัน!!!
เออ...ลืมเลย...เมื่อวานผมเป็นเผือก! หัวผมเป็นเผือก!! สีทองจนกลายเป็นขาว ฮ่า ฮ่า ชอบๆๆ
แต่พอเช้าวันนี้ ด้วยความผิดพลาดของแม่นางนางหนึ่งที่ผมบอกเธอว่าให้โทรมาปลุกเพราะผมต้องให้เธอเปลี่ยนสีผมให้
เธอไม่ได้โทร...และผมตื่นสายไปหนึ่งชั่วโมง...ไม่ทันการ
ตัดสินใจว่าจะไม่ทำสีแล้ว แต่...เปลี่ยนใจ ทำมันเองซะเลย...
เปิดตู้เก็บยาเปลี่ยนสีผม...ตูมเลย เอาสีอะไรดี?
ตัดสินใจหยิบกล่องสีดำ...แต่! พอทำเสร็จมันเป็นสีเทาซะงั้น
ด้วยความรีบไม่ดูมันแล้ว ไปเลย
เมื่อครึ่งชั่วโมงก่อนคนที่บ้านโทรมาว่า "แกเปลี่ยนสีผมเป็นสีเทาแล้วรึ?"
เวร...ได้ไง? ก็เห็นอยู่ว่ามันสีดำ
แต่เปล่าครับ ไอ้ที่ผมเห็นมันเป็นตัวอย่างของคนที่ไม่ได้กัดสีผมก่อนแล้วเปลี่ยนถึงจะได้สีดำไปแทน
ดังนั้นผมที่ซีดขาวของผมจึงรับน้ำยาสีเทาไปเต็มๆ
แต่ถึงกระนั้น...ผมก็ชอบอยู่ดี สีนี้... ฮ่า ฮ่า ฮ่า บ้าไปอีกแล้ว
อ่า...ขอบคุณสมาชิกทุกคนในวงที่ผ่านช่วงเวลานี้มาด้วยกันได้เป็นอย่างดี
อ่า...ขอบคุณทุกคนอีกครั้งที่ฟังเพลงที่พวกเราเอามาเล่นกัน
อ่า...ขอบคุณเบสและผึ้งที่คอยดูแลและคอมเม้นท์ในแต่ละการซ้อมประหนึ่งแม่นม
อ่า...ขอบคุณชลที่ติดตามวงพวกเรามาตลอดตั้งแต่ Re'em แล้วก็อุตส่าห์มาดูในไลฟ์ครั้งนี้
อ่า...ขอบคุณตัวเอง ที่ไม่ป่วยไม่ไข้ก่อนถึงวันงานแบบครั้งที่แล้ว และทำเต็มกำลังที่มีในวันนี้
อ่า...ขอบคุณ ๆ ๆ
เหนื่อย...ง่วง...ไปนอน!! October 12 สนุกสุดแสนเที่ยวแดน...“ทะเลกรุงเทพฯ”เมื่อวันอังคารมีซ้อม...นัด 5 โมงเย็น ที่ Music Society การเดินทางวันนั้นของผมคือรถแท็กซี่ เพราะมัวแต่อืดถืดอยู่ที่บ้านจน 4 โมงถึงออกเดินทาง ซึ่งบ้านไกลจากห้องซ้อมอยู่ประมาณยูนนึง ตามปกติ 40 นาทีผมควรจะถึงหน้าห้องซ้อมแล้วแต่... ระหว่างที่กำลังเดินทางฝนห่าใหญ่ก็พร้อมใจเทลงมาจากท้องฟ้า ตลอดทางที่รถวิ่งจากปกติวิ่งเหยียบร้อยสบายๆกลายเป็นไม่เกิน 30 กิโลเมตรต่อชั่วโมง หรือถ้าจะไวหน่อยก็ 60 ... ไวได้ไม่เท่าไหร่ก็ติดอีกในที่สุด เวรแท้ๆ เซ็งไปเลย 4 โมง 55 นาที หมิงโทรมาถามว่าจะถึงรึยัง? ตอบไงดีวะเนี่ย? “ใกล้แล้วแต่อีกนาน” รึไง? เออ...ตอบไปเลยว่า เออ...ยังไม่ถึงเลยท่าน และทั้งๆที่อีกชั่วอึดใจหมูป่านั้นก็จะถึงอยู่แล้ว แต่ก็ไม่สามารถขยับไปไหนได้ ขยับทีละนิดจิตแจ่มใสจนปาเข้าไป 5 โมง 15 นาที ทั้งที่ถ้าตรงไปแล้วเลี้ยวซ้ายอีกนิดเดียวก็ถึงแล้ว แต่... น้ำท่วม!!! ถนนเส้นที่ผมเห็นพอลงจากสะพานมาประหนึ่งทะเลน้ำลึกหรือแม่น้ำเจ้าพระยาก็ว่าได้ ซวยแล้ว น้ำสูงชนิดที่ว่าเปิดประตูรถไม่ได้เลยทีเดียว...คนขับบอกผมว่า... “ไม่ลุยเข้าไปนะน้อง เดี๋ยวตรงขึ้นสะพาน(ข้ามแยกพญาไท)แล้วกลับรถไปอนุสาวรีย์เอาดีกว่า” ก็เข้าใจแหละ เป็นผมก็ไม่ลุยเข้าไปให้รถตายคาถนนอย่างที่เห็นกันอยู่นั่นแน่ ตรงขึ้นสะพานกะว่า “เอาวะยังไงก็ยังดีกว่าเว้ย” พอรถโผล่หัวมาเห็นถนนด้านล่างเท่านั้นแหละ... ชิหายแล้วกรู(สบถในใจ) รถฝั่งที่จะว่าจะกลับไปอนุสาวรีย์ติดนิ่งไม่มีวี่แววว่าจะขยับ ทางเดียวคือจอดเลยแล้วเดินย้อนกลับไป แต่... น้ำท่วมเท่าเข่ากันเลยทีเดียว ฝนก็ตกไม่หยุด ซวยๆๆ ด้วยความอนุเคราะห์ซึ่งก็ไม่ได้ดีขึ้นซักเท่าไหร่ คนขับแท็กซี่ส่งถุงพลาสติกขนาดคลุมหัวได้มาให้ผม 2 ใบ “เอาไว้ใส่โทรศัพท์กับของ ส่วนอีกใบเอาไว้คลุมหัวแล้วกันไอ้น้องเอ๊ย” เยี่ยมครับ แต่ปัญหาของผมไม่ได้อยู่ตรงนั้น เพราะมันอยู่ที่ทางที่จะต้องเดินกลับไปต่างห่าง ก่อนลงจากรถผมจัดแจงเอาโทรศัพท์แล้วก็เครื่องเล่น MP3 กับสมุดใส่ถุงเรียบร้อย ถอดรองเท้า-ถุงเท้า และถลกขากางเกงพับขึ้นมาสุดได้แค่หัวเข่าแล้วเอาถุงคลุมหัวก่อนจะบุก เหอะๆๆ...เป็นไปอย่างที่คิด ผมต้องเดินเท้าเปล่าจากตรง สน. อะไรซักอย่างนี่แหละ น้ำที่ท่วมตรงนี้มันสูงเลยเข่าอีก เดินกันให้ชุ่มฉ่ำไปเลย ฝนก็ไม่หยุดตกซักที นรกแตก เดินตากฝน ตากฝน และตากฝน ลุยน้ำที่สูงจนผมแทบจะตีกรรเชียงไป ไอ้รถที่พยายามลุยไปก็ขับซะเร็ว นึกว่าจะต้องหาเวคบอร์ดมาโต้ครื้นอีกด้วย จนในที่สุดก็ถึงสถานีรถไฟฟ้าพญาไท ด้วยความเซ็ง ผมยังเดินตัวชุ่ม เท้าเปล่าขึ้นรถไฟฟ้าต่อไป ถึงห้องซ้อมเวลา 5 โมง 50 นาที ด้วยสภาพที่ไม่สามารถเรียกตัวเองว่า “คน” ได้ และตรงเข้าห้องซ้อมด้วยสภาพนั้นทันที ทนอยู่ในสภาพนั้นได้เต็มสตรีมมาก ซ้อมเสร็จทุ่มตรงก็ไปหาข้าวกินกัน กว่าจะได้แยกย้ายสองทุ่มกว่าๆ ขากลับเปลี่ยนเส้นทางกลับเลยยังต้องถอดรองเท้า-ถุงเท้าเดินอีก เวรเอ๊ย~ แย่โคตรๆ ตลอดเส้นเพชรบุรีที่นั่งรถผ่านอย่างกับนั่งเรือข้ามฟากยังไงยังงั้น สี่ทุ่มถึงบ้าน จบหนึ่งวันกับความห่วยแตก...
สรุปความเสียหาย...ถุงพลาสติกทั้ง 2 ใบ ไม่สามารถช่วยอะไรได้ซักเท่าไหร่เลย หัวผม...เปียกเหมือนเดิม ชุ่มน้ำ สะบัดกันมันในห้องซ้อมนั่น โทรศัพท์ เครื่องเล่น สมุด...เปียกอีกนั่นแหละ แต่ไม่เยอะเท่าหัวผม กางเกงยีนที่ถึงแม้จะถลกพับขาแล้ว...เปียกเลยเข่าขึ้นไปอีก เสื้อ...ชุ่มทั้งตัว และ เงินที่อยู่ในกระเป๋ากางเกง...ลืมเอาออก ชื้นๆพิกล
** ออกแนวทุกข์ชาวบ้านเลย... ขณะนี้ที่ซอยซึ่งเป็นที่ตั้งของบ้านผมเองก็กลายเป็นแม่น้ำสายน้อยไปแล้ว ขี่มอ’ไซค์ประหนึ่งเรือกลไฟกันเลยทีเดียว เอาเรือท้องแบนมาพายเล่นได้อีกต่างห่าง กินลมชมวิวกันไป นี่ถ้ามีแนวร่วมอีกหน่อยกะว่าจะเอาเวคบอร์ดมาเล่นกันแล้ว **
จบ |
||||
|
|